Categories
หนังไทยไหม

La La Land – “นครดวงดารา เจ้าส่องประกายให้ฉันคนเดียวหรือเปล่า” (2016)

หนังโรแมนติกมิวสิคัลที่งดงามและควรค่าแก่การจดจำไปอีกนาน

“La La Land” ของผู้กำกับ Damien Chazelle (แห่ง Whiplash) เป็นผลงานที่น่าตื่นตาตื่นใจมากเรื่องหนึ่งในประสบการณ์ดูหนังที่เคยดูมาจนถึงเวลานี้ โดยมันเต็มไปด้วยความทะเยอทะยานในการนำเสนอที่ระเบิดไอเดียออกมาได้อย่างจัดจ้าน เปี่ยมเสน่ห์  ซึ่งแค่เพียงฉากเปิดเรื่องด้วยการนำเสนอแบบ Long Take ท่ามกลางตัวละครอย่างมากกลางถนนก็สร้างความประทับใจได้ในทันทีแล้ว

ตัวหนังมีความเป็นมิวสิคัลที่สร้างความสำราญใจได้แตะระดับที่พีคสุด ชนิดที่ว่าผ่านไปเพียง 3 เพลงแรกของเรื่องก็ทำเอาขาขยับจนต้องการจะลุกขึ้นมาโยกย้ายส่ายร่างกายตามตัวละครพระนางกันแล้ว โดยตลอดเวลา 2 ชั่วโมงหนังตรึงเราได้อยู่มือในทุกๆด้าน แม้จะดูจบไปและยังต้องการจะดูซ้ำอีก นับเป็นประสบการณ์การดูหนังที่มอบความรื่นเริงได้น่าจดจำที่สุดในปี 2016 นี้เลยล่ะ

la-la-land-movie

หนังเล่าเรื่องราวของ Mia หญิงสาวที่ฝันจะเป็นผู้แสดงดัง แม้คุณจะขยันไปออดิชั่นบทต่างๆในสตูดิโอ แต่มันก็ยังไม่สามารถทำให้คุณเป็นที่เข้าตาของผู้ตัดสินผู้คัดเลือกคนใดได้เลย คุณจึงใช้ชีวิตกับความฝันควบคู่ไปกับการทำงานเป็นพนักงานร้านกาแฟเล็กๆ ส่วน Sebastian เป็นชายชายหนุ่มที่หลงรักในดนตรีแจ๊สและฝันว่าสักวันจะมีคลับเป็นของตนเอง แต่เส้นทางฝันของเขาก็ไม่ง่าย เพราะการยึดมั่นในดนตรีแจ๊สดั้งเดิม จนไม่อยากเล่นดนตรีในเพลงทั่วไปที่จำเจทำให้เขาต้องตกงานอยู่บ่อยๆ

เมื่อ Mia บังเอิญพบกับ Sebastian ชีวิตของทั้งสองก็ค่อยๆเปลี่ยนไป ท่ามกลางเสียงเพลงและความเกี่ยวพันที่งอกงาม แต่เส้นทางที่รอพวกเขาอยู่ก็ยากลำบากยิ่งกว่า เพราะเมื่อความรักของพวกเขาเริ่มก่อตัวมากขึ้น มันก็เหมือนเป็นตัวขวางกั้นความฝันของกันและกันไปพร้อมกัน

หลายฉากใน “La La Land” ได้รับแรงบันดาลใจมาจากหนังคลาสสิกหลายเรื่องในอดีต ทั้ง Singin’ in the Rain (1952), Top Hat (1935), The Umbrellas of Cherbourg (1964), Swing Time (1936), The Band Wagon (1953) และ The Young Girls of Rochefort (1967) ส่วนงานด้านโปรดักชั่นต่างๆในเรื่องก็ถือว่าเผ่านาช่วยเพิ่มสีสันให้ภาพรวมน่าจดจำยิ่งขึ้น ทั้งฉาก ทั้งชุด การจัดแสงเงา การลำดับภาพ ก็อยู่ในระดับที่ดีเยี่ยมทั้งสิ้น

ถ้า ‘Whiplash’ มีฉากตีกลองที่บ้าพลังดุจฉากแอคชั่นที่แทบจะทำเอาคนดูลุ้นจนหายใจไม่ทั่วท้อง “La La Land” ก็มีฉากการร้องเล่นเต้นรำของตัวละครที่ชวนให้เพลิดเพลินขึ้นสุด ชนิดที่เราไม่อยากให้ภาพและเสียงเพลงกลุ่มนี้สิ้นสุดลงเลย ฉากเพลง City of Stars, Someone in the Crowd และ A Lovely Night ล้วนนำเสนอได้น่าจดจำทั้งสิ้น (โดยเฉพาะ Someone in the Crowd นี่ส่วนตัวชอบมากๆ)

ไม่ใช่แค่งานสร้างจะเลิศอย่างเดียว เพราะหนังยังมีตัวบทที่แข็งแรงมากๆอีกด้วยกับเรื่องราวที่สะท้อนภาพ ‘ความฝัน’ กับ ‘ความรัก’ ที่บางครั้งก็ทำให้มนุษย์เราเจอกับทางเลือกยากๆในชีวิตจริงได้ชวนจุกไม่น้อย หนังมีช่วงครึ่งแรกที่นำเสนอภาพความโรแมนติกได้น่ารักมาก จนเราอดที่จะยิ้มตามแบบหุบไม่ลงอยู่ตลอด ก่อนที่ช่วงหลังจะเริ่มมีดราม่าเพิ่มขึ้น เราจะพบว่าตัวละคร Mia และ Sebastian มีส่วนที่เหมือนกันคือการคอยเป็นแรงผลักดันให้อีกข้างยามท้อแท้หมดกำลังใจ ทั้งคู่มีความฝันที่ต้องการจะทำให้สำเร็จอยู่ในมือ โดย Sebastian ฝันว่าจะเปิดคลับของตนที่เล่นดนตรีแจ๊สแท้ๆ ส่วน  Mia ก็ฝันว่าจะได้เป็นดาราหนังดังในสักวัน ก่อนจะพบกันพวกเขาอยู่ในช่วง ‘ไต่ความฝันเพียงลำพัง’ ต่อมาหลังได้รู้จักกันและเปลี่ยนมาเป็น ‘ช่วยกันผลักดันกันไปให้ถึงฝั่งฝัน’ ซึ่งปัญหาก็เริ่มเกิดขึ้นตรงนี้ เพราะแม้ความฝันจะวาดไว้สวยเพียงใด แต่สุดท้ายเราก็ยังต้องอยู่กับโลกความจริง หรือ บางทีความรักก็อาจจะเป็นเพียงอีกหนึ่งฝันของทั้งคู่ที่ไม่อาจเป็นจริงไปจนสุดทางก็เป็นได้

la-la-land-2016

ยามที่ไขว้คว้าไล่ตามความฝัน  หากมีใครสักคนคอยให้กำลังใจ เป็นคนคอยช่วยพยุงยามที่เราล้ม คอยปลอบใจยามที่เราท้อ มันก็คงไม่ต่างจากแสงจากดาวที่คอยนำทางเราไปสู่จุดหมาย หนึ่งในฉากที่ชอบมาก แม้จะเป็นฉากเล็กๆสั้นๆนั่นก็คือฉากที่ Sebastian ไปหา Mia ที่บ้านและอยากให้คุณไปออดิชั่น

‘บางที ฉันคงไม่เก่งพอ’ Mia พูดออกมาด้วยน้ำเสียงไม่มั่นใจ

‘เก่งสิ คุณเก่งพอ’ Sebastian ตอบสวนไปในทันทีและยังคงตอบเช่นนั้นอีกทีเมื่อหญิงสาวตรงหน้าพูดคำเดิม

ชีวิตมนุษย์เราในเวลาที่หดหู่ไร้กำลังจะก้าวไปคว้าฝัน กำลังใจจากใครสักคนก็เป็นแรงผลักดันอันมหาศาลให้เราลุกขึ้นมาอีกรอบได้ ‘คุณทำได้’ ‘คุณเก่งพอ’ ‘คุณต้องทำมันได้แน่ๆ’ คำพูดพวกนี้จะมีพลังมากที่สุด ยามที่มันมาจากคนที่รักและเชื่อมั่นในตัวเราจริงๆ ซึ่งฉากนี้สะท้อนภาพนั้นออกมาได้ชัดเจน

แต่ถ้าจะยกที่สุดของฉากที่พีคที่สุดก็คือเหตุการณ์ช่วงท้ายในคลับ มันเป็นบทสรุปความเชื่อมโยง ความรัก ความฝันที่ทุกอย่างมารวมกันได้พอดีและสร้างความสะเทือนใจปนอิ่มเอมไปในตัว

ฝั่งดาราหนัง Emma Stone และ Ryan Gosling กลับมาร่วมงานกันอีกรอบ (ทั้งคู่เคยเจอะกันมาแล้วในGangster Squad และ Crazy, Stupid, Love.) และแสดงความถนัดด้านการแสดงได้น่าจดจำ  โดย Emma Stone ต้องฝึกหนักในเรื่องการเต้นเพื่อให้มารับบทนำในหนังเรื่องนี้ ส่วน Ryan ก็ต้องเรียนวิธีการเล่นเปียโนเพื่อให้ให้ฉากตัวละครของเขาออกมาสมจริงที่สุด การแสดงของทั้งคู่เคมีเข้ากันมาก จนตัวละครออกมาจริงและเป็นธรรมชาติสุดๆ ฉากร้อง ฉากเต้น ฉากหยอกล้อกันทำเอาเราหัวเราะและเขินตามไปเลย ส่วนฉากดราม่า ร้องไห้ ผิดหวัง เจ็บปวด ท้อแท้ ทั้งคู่ก็พาเราจมไปกับอารมณ์สีหม่นเหล่านั้นได้ดีมากเช่นกัน ยิ่งฉากเต้น ฉากร้องเพลง นี่น่าประทับใจจนเราหลงเสน่ห์ทั้งคู่ยิ่งขึ้นแบบเทให้หมดตัวหมดใจไปเลย