Categories
หนังไทยไหม

แทกิล ยอดพยัคฆ์นักล่า ตอนที่ 4.3

ชอลวุงรายงานความก้าวหน้าว่ากำลังส่งคนตามล่าแทฮา และรับรองว่าแทฮาแกล้งทำเป็นขาเป๋ คยองชิกสั่งให้ชอลวุงฆ่าอิม ยองโฮ อดีตเสนาบดีที่อยู่บนเกาะชุงจู และอี ซกยอน (พระโอรสองค์เล็กของรัชผู้สืบสกุลผู้ล่วงลับ ซึ่งเป็นผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวบนเกาะเชจู) ก่อนที่แทฮาจะไปถึง โดยบอกให้เขาลงมือทำภารกิจสำคัญนี้ด้วยตัวเอง แต่ชอลวุงปฏิเสธโดยอ้างว่าไม่สามารถละทิ้งหน้าที่การงานได้

เมื่อคยองชิกเดินจากไปแล้ว ชอลวุงก็นึกถึงเหตุการณ์สมัยสงครามแมนจู ตอนนั้นเขาได้รับบาดเจ็บระหว่างการต่อสู้กับทหารต้าชิง โชคดีที่แทฮามาช่วยชีวิตเอาไว้ เขาจึงบอกกับแทฮาว่าสักวันจะชดเชยหนี้บุญคุณคราวนี้ด้วยชีวิต

คืนนั้น ชอลวุงแวะไปเยี่ยมแม่ แม่ของเขาอยากให้ชอลวุงและเมียมีลูกด้วยกัน แต่ชอบวุลฟังแล้วรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ เขาหันไปหยิบถุงเงินให้แม่ แม่บอกว่าเงินเดือนซอลวุงเองก็ไม่ได้อย่างมากอะไรนัก ซอลวุงตัดบทโดยบอกให้แม่อดทนรออีกสักนิด แล้วเขาจะพาแม่ย้ายไปอยู่ด้วยกันในบ้านหลังใหญ่กว่านี้ (ตอนนั้นชอลวุงอยู่บ้านพ่อตา)

อี คยองชิก นำเรื่องทาสหลบหนีมาเป็นข้ออ้างเพื่อให้นำตัวชอลวุงไปขังคุก ทำให้ซอลวุงได้พบกับขาใหญ่ที่ทำตัวอวดแบ่ง (แบบขำๆ) ในห้องขัง แต่เขาก็สามารถจัดการนักโทษคนดังที่กล่าวผ่านมาแล้วจนหมอบราบคาบ

หลังนำตัวลูกเขยไปขังคุกแล้ว คยองชิกก็เรียกตัวแทกิลมาพบ  และว่าจ้างให้ออกตามล่าแทฮาไม่ว่าจะจับเป็นหรือจับตายก็ตาม โดยบอกว่าจะมอบค่าจ้างอย่างงามให้แทกิล แทกิลไม่เพียงเรียกร้องค่าจ้างเพิ่มจาก 500 ยาง เป็น 5,000 ยาง แต่ยังได้รับเงินค่าจ้างล่วงหน้าทั้งหมดอีกด้วย โดยมีเงื่อนไขหนึ่งข้อ คือ ต้องตามล่าตัวแทฮาให้ได้ภายใน 1 เดือน หากทำไม่สำเร็จแทกิลจึงควรชดใช้ด้วยชีวิต

วังซอนรายงานความก้าวหน้าในการสืบหาคนร้ายที่ลอบยิงแทกิล แต่แทกิลกลับชวนทุกคนให้ออกเดินทาง โดยบอก (โกหก) ว่าได้รับการว่าจ้างให้ออกตามล่าแทฮาเป็นเงิน 500 ยาง (ได้คนละ 100 กว่ายาง)   ทั้งวังซอนและซอลฮวาต่างพากันตื่นเต้นเมื่อรู้ว่าได้ค่าจ้างสูงมาก แต่เชคิดว่าค่าจ้างที่ได้มานั้นมากเกินไป เขากลัวว่าอีกไม่นานอาจมีเรื่องเดือดร้อนยุ่งยากตามมา จึงเตือนแทกิลว่าอย่าไว้ใจเหล่าขุนนางในราชสำนัก และเพื่อให้เป็นการป้องกันตัว เชจึงนำเสื้อเกราะมาให้แทกิลและวังซอน

เหตุผลที่เฮวอนเดินทางมาที่วัด ก็เพื่อให้อธิษฐานให้ดวงวิญญาณของแทกิล (เฮวอนคิดว่าแทกิลตายแล้ว) คุณใช้เวลาอธิษฐานตลอดทั้งคืนจนอ่อนล้า รุ่งเช้าแทฮาเดินมาพบเข้าจึงยืนดูเฮวอนอธิษฐานโดยไม่อาจละสายตา

Categories
หนังไทยไหม

ชีวิตเพื่อชาติ รักนี้เพื่อเธอ (Descendants of the Sun)

เรื่องราวเริ่มจากวามรู้ความเข้าใจผิดของ คัง โมยอน แพทย์สาวคนสวยแห่งโรงพยาบาลแฮซอง ที่ได้มีโอกาสมารักษาหัวขโมยที่ขโมยโทรศัพท์มือถือของ ซอ แดยอง เพื่อให้นทหารร่วมทีมเดียวกับ ยู ชีจิน กัปตันชายหนุ่ม จนทำให้ ยู ชีจิน และ ซอ แดยอง เพื่อให้นชายหนุ่ม ที่ออกเวรมาพร้อมกัน ต้องมาช่วยกันตามหาโทรศัพท์มือถือที่หายไป จน ยู ชีจิน ได้พบกับแพทย์ คัง โมยอน และตกหลุมรักคุณตั้งแต่ตอนแรกพบ แต่สุดท้าย ยู ชีจิน และ ซอ แดยอง ก็ต้องมาช่วยเจ้าเด็กชายหนุ่มหัวขโมยจากแก๊งอันธพาลที่รุมรังควานจนทำให้ ยู ชีจิน ได้รับบาดเจ็บ แต่ คัง โมยอน กลับเข้าใจผิดว่า ยู ชีจิน และ ซอ แดยอง เป็นคนรังแกหัวขโมยคนนั้น จนสะบักสะบอม เมื่อ คัง โมยอน ได้ตรวจดูกล้องวงจรปิดของโรงพยาบาลจึงคิดว่า ยู ซีจิน ไม่ได้รังแกชายหนุ่มขี้ขโมยคนนั้น แต่เขากับเพื่อให้น กลับช่วยชีวิตเด็กชายหนุ่มคนนั้นจากแก๊งอันธพาลมากกว่า

จากเหตุการณ์ที่ ยู ชีจิน เข้าไปช่วยหัวขโมย ทำให้ ยู ชีจิน เกิดเจ็บแผลเก่าที่เกิดจากการไปดำเนินการช่วยเหลือตัวประกันเมื่อครั้งก่อนหน้านั้น แพทย์ คัง โมยอน จึงช่วยเย็บแผลให้ ทั้งคู่เริ่มมีความรู้สึกดีต่อกัน และนัดกันเพื่อให้ทำแผลในครั้งต่อไป

จนวันที่ทั้งคู่นัดมาเจอะกันอีกทีเพื่อให้ทำแผล แต่ คัง โมยอน กลับติดผ่าตัดด่วนจึงทำให้ทั้งคู่ไม่ได้พบกัน ด้วยความนึกถึง หลังจากผ่าตัดเสร็จแล้ว คัง โมยอน จึงโทรหา ยู ชีจิน และนัดทำแผลอีกที แต่ด้วยความอยากเห็นหน้า คัง โมยอน ยู ชีจิน จึงรีบบึ่งไปหาคุณในทันที แต่เมื่อไปถึง เขากลับมีภารกิจช่วยตัวประกันด่วนที่อัฟกานิสสถาน จึงทำให้ ยู ชีจิน ต้องรีบไปทำงานพร้อมกับทิ้งสัญญานัดดูหนังในการพบกันครั้งต่อไป

เมื่อ ยู ชีจิน เสร็จภารกิจ เขารีบไปพบ คัง โมยอน ที่โรงพยาบาลทันทีโดยไม่ให้คุณตั้งตัว และเดทแรกของทั้งคู่คือการไปชมภาพยนตร์ด้วยกัน แต่ก่อนที่ภาพยนตร์จะฉาย ยู ชีจิน ได้รับโทรศัพท์ให้ต้องไปปฏิบัติภารกิจด่วนอีกรอบ ทำให้ คัง โมยอน ต้องดูหนังคนเดียวในการนัดเดทนัดแรก

หลังจากเสร็จภารกิจ ยู ชีจิน ก็รีบไปพบ คัง โมยอน อีกรอบ ทั้งคู่คุยกันถึงเรื่องราวที่ผ่านมา คัง โมยอน อยากรู้เหตุผล และอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับ ยู ชีจิน บ้าง แต่ ยู ชีจิน ไม่สามารถบอกภารกิจต่างๆ ของเขาได้ เพราะทุกอย่างล้วนเป็นความลับ เมื่อคุยกันด้วยความไม่เข้าใจ ทั้งคู่จึงจบความเชื่อมโยงไว้แค่นั้น

8 เดือนต่อมา ยู ชีจิน ได้รับมอบหมายภารกิจพิเศษ ให้ไปทำงานที่ประเทศ อูรุก เพื่อให้ดูแลรักษาความสงบในค่ายทหารของเกาหลี ส่วน ชีวิตของแพทย์ คัง โมยอน หลังจากได้มีโอกาสออกโทรทัศน์แทนแพทย์สาวเส้นใหญ่ของโรงพยาบาล ทำให้ คัง โมยอน เปลี่ยนเป็นที่รู้จักและชื่อดังโด่งดัง และได้รับการยอมรับ จากเดิมที่เคยพ่ายแพ้ต่อSystemเส้นสายภายในโรงพยาบาล จนทำให้เจ้าของโรงพยาบาลชื่นชอบคุณและนัดพบคุณเป็นกรณีพิเศษ หลังจาก คัง โมยอน เข้าพบ ประธานเจ้าของโรงพยาบาล และแสดงความไม่พอใจในสิ่งที่เจ้าของโรงพยาบาลทำ ทั้งยังยังไม่ยอมกลายเป็นของเขา คุณจึงถูกส่งไปเป็นหัวหน้าทีมแพทย์อาสาที่ อูรุก และนั่นจึงเป็นเหตุที่ทำให้คุณได้พบกับ ยู ชีจิน อีกรอบ

ร้อยโท ยูน มยองจู แพทย์ทหารสาวอดีตเพื่อให้นวัยเรียนของแพทย์ คัง โมยอน ขอย้ายมาประจำการอยู่ที่ อูรุก ด้วยเพื่อให้จะได้พบกับแฟนชายหนุ่ม ซอ แดยอง นายทหารที่พ่อของคุณไม่ยอมรับเพราะคิดว่า ซอ แดยอง ไม่คู่ควรกับบุตรสาวของเขา

วันหนึ่ง เกิดเหตุฉุกเฉินด้วยเหตุว่าประธานาธิบดีแห่งอาหรับถูกส่งตัวมาที่ค่ายของ ยู ชีจิน ที่อูรุกเพื่อให้พบหมอเนื่องด้วยมีอาการป่วยขั้นร้ายแรง คัง โมยอน พบเขาว่ามีเลือดออกในช่องท้องและต้องได้รับการผ่าตัดโดยด่วนแต่บอดี้การ์ดของประธานาธิบดีห้ามไม่ให้คนอื่นผ่าตัดโดยเด็ดขาด ต้องคอยหมอประจำตัวของเขาเพียงแค่นั้นด้วยภารกิจในการปกป้องชีวิตคือสิ่งสำคัญ ยู ชีจิน จึงฝ่าฝืนคำสั่งและให้ คัง โมยอน ดำเนินการผ่าตัดเพื่อให้ช่วยชีวิตประธานาธิบดีเอาไว้ให้ได้ จนทำให้ ยู ชีจินถูกลงโทษและถูกปลดจากการเป็นหัวหน้าทีมพร้อมถูกกักตัวเนื่องมาจากฝ่าฝืนคำสั่ง แต่สุดท้ายผลการผ่าตัดผ่านไปด้วยดี ยู ชีจิน จึงได้รับการปล่อยตัวและได้รับคำชื่นชม ส่วน ซอ แดยอง กลับถูกคำสั่งให้ย้ายกลับเกาหลีทันทีเพราะเหตุว่า แพทย์ ยูน มองจู แฟนสาวกำลังเดินทางมาที่ค่าย ทั้งคู่จึงไม่มีโอกาสได้อยู่ด้วยกันดังที่ตั้งอกตั้งใจไว้ ถึงแม้ทั้งคู่จะมีความรักให้กันมากเพียงไรก็ตาม

เมื่อเวลาผ่านไป ยู ชีจิน ได้รับคำสั่งให้กลับไปประจำที่เกาหลี ส่วน คัง โมยอน ยังคงต้องทำงานอยู่ที่ค่ายแห่งนี้สักระยะหนึ่ง จนวันหนึ่งเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งร้ายแรงใน อูรุก ทำให้โรงงานผลิตพลังงานไฟฟ้าเกิดถล่ม คนงานบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก คัง โมยอน และทีมแพทย์ต้องเข้าไปให้ความช่วยเหลืออย่างยากลำบาก เมื่อ ยู ชีจิน รู้ข่าว เขาและ ซอ แดยอง จึงเป็นหน่วยทหารที่อาสามาช่วยผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวคราวนี้ พวกเขาจึงได้มีโอกาสพบกันอีกรอบ ภายหลังที่ทุกคนร่วมมือร่วมใจกันสภาวะทุกอย่างเริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น และทำให้ทั้งคู่ต่างเข้าใจในกันและกันมากยิ่งขึ้น

จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวผ่านไปไม่นานก็เกิดเหตุการณ์ที่ทุกคนต่างไม่คาดคิดเมื่อเกิดโรคระบาดขึ้นในอูรุก ซึ่งเป็นโรคที่เกี่ยวกับเชื้อไวรัส ที่มีความร้ายแรงประมาณเชื้ออีโบล่า พวกเขาจึงต้องทำสงครามกับโรคระบาดร่วมกันอีกที ยู ชีจิน คัง โมยอน ซอ แดยอง ยูน มองจู ต่างผ่านภารกิจชี้เป็นชี้ตายระดับชาติ และเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายถึงชีวิตมาด้วยกันอย่างมากหลายครั้ง

สุดท้ายแล้วพวกเขาจะสามารถเอาชนะโรคระบาดคราวนี้ได้หรือเปล่า พวกเขาจะสามารถผ่านอุปสรรคต่างๆ ที่ผ่านเผ่านาได้อย่างไร อย่าลืมมาให้กำลังใจพวกเขาไปพร้อมๆ กันในซีรีส์ “ชีวิตเพื่อให้ชาติ รักนี้เพื่อให้คุณ” (Descendants of the Sun)

Categories
หนังไทยไหม

Office Christmas Party | ปลายปีนี้ ปาร์ตี้รั่วกันให้สุด

หนังเรื่องนี้ดูเพลินกว่าที่คิดไว้ครับ คือตอนแรกก็คิดเอาไว้ว่ามันคงออกแนวฮาเลอะๆ เทอะๆ ห่ามๆ เหมือนเอา American Pie มายำกับ Horrible Bosses อะไรเทือกนั้น ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้มันก็ประมาณ นั้นน่ะครับ ก็แค่มันไม่เลอะเทอะจนเกินไป

แครอล (Jennifer Aniston) CEO บริษัทแวะมาตรวจงาน ณ สาขาที่เคลย์ (T.J. Miller) น้องชายของคุณดูแลอยู่ ซึ่งคุณก็สวมวิญญาณนางมารตัวแม่มาแจ้งข่าวร้ายหลายข่าวให้เคลย์ต้องลำบากใจ

เช่น เคลย์ต้องเลย์ออฟพนักงานออกไปเกือบครึ่ง (ทั้งที่เขารักพนักงานเหมือนครอบครัว) และยังต้องงดจัดงานปาร์ตี้คริสต์มาสที่คนทั้งบริษัทกำลังรอคอยอีก ซึ่งเคลย์ก็ได้แต่ก้มหน้ารับคำไป

แต่ก็คงพอเดาได้น่ะนะครับว่าเคลย์ไม่ยอมง่ายๆ เขายังยืนกรานที่จะแอบจัดงานปาร์ตี้ (โดยไม่ให้พี่รู้) และกะจะใช้งานที่ว่าเป็นที่ทางในการพูดจาธุรกิจเพื่อให้ให้ได้โปรเจคท์ใหม่มาต่อชีวิตสาขาของเขาด้วย

ทว่างานปาร์ตี้หนนี้กลับเต็มไปด้วยเรื่องวุ่นจนเกินควบคุม จนไปๆ มาๆ อย่าว่าแต่พนักงานเลยครับ แม้แต่เก้าอี้ตำแหน่งของเคลย์เองยังอาจต้องสะเทือน และมหัตภัยที่เคลย์คาดไม่ถึงคือ พี่สาวของเขามีเหตุให้แวะกลับมาที่บริษัทอีกหนด้วยนี่สิ!

หนังออกมาฮาแบบเมามันส์อยู่ครับ โอเค มันไม่ใช่หนังตลกที่ใสสะอาดนัก เพราะมันมีมุกฮาใต้สะดืออยู่เยอะ พวกนมต้มนี่หกเรี่ยราดเต็มไปหมด (คู่ควรกับเรต R ที่ได้ไปครับ) ดังนั้นใครไม่ชอบมุกห่ามหรือหื่นก็ขอให้ประเมินก่อนดูครับ ถ้าไม่ชอบแนวนี้จะผ่านไปเลยก็ได้ ไม่ว่ากัน

ส่วนผมดูแล้วรู้สึกเพลินดีครับ มันสนุก ฮา ให้ความหรรษาได้อย่างดี คือมันอาจจะไม่ได้ฮาแตกแบบโคตรๆ น่ะนะครับ แต่มันสนุก มันสร้างรอยยิ้ม และที่สำคัญคือผมชอบที่หนังมันไม่เลอะเทอะจนเกินงาม มันยังพอมีใจความสำคัญแก่นเรื่องให้เราติดตามอยู่บ้าง

อย่างใจความสำคัญหลักจริงๆ ก็คือความพยายามของเคลย์และจอช (Jason Bateman) ที่พยายามจะรักษาที่ทำงานของพวกเขาไว้ให้ได้ ซึ่งผมชอบที่หนังไม่หลุดจากข้อความสำคัญนี้ครับ แม้จะมีช่วงฮานอกลู่อยู่บ้าง แต่ยังไงหนังก็จะกลับมาย้ำเส้นเรื่องนี้อยู่เรื่อยๆ

แล้วหนังก็จะมีพล็อตรองอย่างเรื่องของหัวใจระหว่างพนักงานด้วยกัน กับเรื่องระหว่างแครอลกับเคลย์ที่ไม่เคยจะลงรอยกัน แม้พล้อตจะไม่ได้ลึกซึ้งอะไรอย่างมาก แต่ก็ได้รับการนำเสนอในระดับพอเหมาะ ให้คนดูความคิดว่ามีหนังมันพอมีข้อความสำคัญ ไม่ได้เน้นฮาอย่างเดียวจนไร้ทิศทาง

ดาราในเรื่องก็คัดสายฮาหน้าตายมาแน่นจอครับ ไม่ว่าจะ Bateman, Miller, Aniston และอีกคนที่ฮาได้เรื่อยๆ คือ Kate McKinnon ที่เจ๊แกบทจะนิ่งก็นิ่ง แต่บทจะรั่วก็รัวไม่ยั้งเชียว ในขณะที่ Munn ก็ให้เสน่ห์ประจำตัวคุณได้อย่างพอเหมาะครับ (โดยส่วนตัวแล้ว ผมว่าคุณเป็นตัวละครที่มีสติสูงสุดในหมู่นี้แล้วล่ะ 555)

แปลกดีนะครับ ที่ในที่สุดผมก็เจอหนังคริสต์มาสที่พอจะพูดได้ว่า “สนุกจนน่านำมาดูซ้ำอีกสักรอบ” หลังจาก Collateral Beauty ที่จริงๆ มันมีสาระเยอะ แต่การเล่าที่ไม่ตรงเป้าทำให้ทิศทางของหนังเป๋ไปมา ในขณะที่เรื่องนี้ (ซึ่งมีฉากหลังเป็นวันคริสต์มาสเหมือนกัน) แม้จะไม่ได้มีใจความสำคัญลึกซึ้ง แต่การเล่าเรื่องแบบคงมั่นในทิศทางของตน ก็ทำให้ผลลัพธ์ของหนังออกมาน่าพอใจได้

อันนี้ไม่ได้เทียบว่าเรื่องไหนดียิ่งกว่ากันนะครับ เพียงอยากบอกว่า หนังสักเรื่อง แม้จะไม่เข้มข้นหรือเปี่ยมสาระก็เถอะ แต่หากไม่หลงทิศ ไม่ลืมทาง มันก็ยังให้ความอร่อยแก่ผู้ชมได้

และสำหรับเรื่องนี้ ดูสนุก เพลิน และตอนจบยังมอบความรู้สึก Feel Good ให้ผู้ชมได้อย่างคาดไม่ถึงด้วย

Categories
หนังไทยไหม

Brightburn

Brightburn ใช้คำโปรยโฆษณาด้วยคำว่า “จากวิสัยทัศน์ของ James Gunn ผู้สร้าง Guardians of the Galaxy” ที่จะมานำเสนอความสดใหม่และล้มแนวทางซูเปอร์ฮีโร่เก่าๆ ด้วยการเป็นภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่สยองขวัญ ที่ว่าเรื่องราวของเจ้าหนู Brandon Breyer ที่ถอดแบบพลังมาจากซูเปอร์แมนแทบจะทั้งหมด (มีเพิ่มคือพลังควบคุมกระแสไฟฟ้า) และก็มีการเดินเรื่องในแนวทางซูเปอร์แมนเติบโตมาเป็นเด็กเลวแทนว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

เด็กพลังอสูร
อย่าถามหาที่มาที่ไปของชุดเห่ยๆ ของเด็กในเรื่องนี้ ไม่มีคำตอบให้หรอกครับ
นี่เป็นหนังที่คนดูควรจะดูหนัง Man of Steel มาก่อนถึงจะเก็ทกับหลายๆ อย่างที่หนังถอดเอาไปแปลงเป็นแนวสยองขวัญ ซึ่งหนังก็เน้นทำแนวสยองขวัญได้ดี ตัวหนังมีความแหวะสดๆ หลายฉาก ซึ่งหนังก็จงใจเน้นขายตรงนี้ชัดเจนตั้งแต่ในเทรลเลอร์แล้ว เรียกว่าถ้าต้องการดูแนวทางนี้ก็คงไม่ผิดหวังเท่าไหร่ แต่ถ้าต้องการดูเรื่องราวลึกแบบมีมิติเหมือนซูเปอร์แมนอีกด้าน คงได้ผิดหวังเต็มๆ เพราะถึงจะใช้เรื่องราวการเติบโตแบบ Man of Steel มาเป็นเมนหลัก ที่กล่าวถึงเด็กทารกที่ตกลงมายังโลกด้วยยานอวกาศ แล้วมีพ่อแม่บุญธรรมรับเลี้ยงโดยคิดว่าสักวันเด็กคนนี้ต้องมีเหตุผลต่อโลก แต่หนังกลับเลือกแนวทางเล่าง่ายๆ ชุ่ยๆ ด้วยการละทิ้งพัฒนาการของตัวละครที่ควรจะเป็นจริงไปหมด จากเด็กที่ครอบครัวอบอุ่นพ่อแม่เลี้ยงมาดี กลับกลายมาเป็นเด็กปีศาจชั่วผ่านคืน ด้วยการปลุกพลังด้านมืดที่ชวนให้คิดว่ามาจากปีศาจ มากกว่าจะเป็นแนวไซไฟต่างดาวแบบซูเปอร์แมน หนังพลิกเร็วมากๆ และก็ไม่พยายามอธิบายอะไรเลยว่าทำไมเจ้าหนูนี่ต้องวาดรูปซ้ำๆ ใส่หน้ากากถุงกระสอบแปลกๆ พกผ้าคลุมแดงใส่บินไปบินมา แค่จงใจให้เหมือนซูเปอร์แมนเพียงแค่นั้นแถมฆ่าคนรวมทั้งชอบทิ้งสัญลักษณ์ไว้ ที่บอกใบ้ว่ามาจากชื่อย่อ BB > Brandon Breyer แต่กลับมารู้สึกเดือดร้อนที่โดนตำรวจตามมายุ่งเกี่ยว หลายๆ อย่างของหนังไม่เมคเซนส์ในเชิงที่จะเป็นเรื่องราวการเติบโตของเด็กที่เป็นด้านมืดของซูเปอร์แมนได้เลย ซึ่งเดือนนี้ก็มีหนังซีรีส์อย่าง The boys แนวทางเดียวกันคือ เมื่อซูเปอร์ฮีโร่แปลงเป็นสายดาร์คจะเกิดอะไรขึ้น (อ่านรีวิว The boys ได้ที่นี่) ซึ่งตัวร้ายสุดของหนังก็เป็นแนวซูเปอร์แมนเช่นกัน The boys ทำได้ดียิ่งกว่ามาก และก็มีเหตุผลที่มาที่ไปดีมากยิ่งกว่า Brightburn ที่ตั้งมั่นแค่กลับด้านหนัง Man of Steel มาใช้แบบลวกๆ เท่านั้น

Brightburn
หน้าตาท่าทางโรคจิตอย่างงี้แหละ ที่ช่วยให้หนังเรื่องนี้มีดีที่ชมได้จริงๆ อยู่บ้าง
อาจจะด้วยทุนสร้างแค่ 6 ล้านเหรียญ ซึ่งถือว่าเป็นหนังทุ่นต่ำมาก หนังจึงไม่พยายามทำฉากเอฟเฟ็กต์อะไรเกินตัวไป จึงเน้นใช้ความน่ากลัวแบบอึมครึม ที่เจ้าหนู Brandon Breyer แสดงออกมาเป็นหลัก อย่างการแอบลอยตัวมองเพื่อให้นสาวนอกหน้าต่าง หลังพ่อพยายามสอนว่าให้ปลดปล่อยความรู้สึกกลัดมันออกมาได้ ซึ่งตัวผู้แสดงเด็ก Jackson A. Dunn เล่นได้ดี ทั้งหน้าตา สายตา ท่าทางดูเหมือนเด็กที่ไม่รู้ผิดถูกชั่วดี ออกแนวโรคจิตๆ ที่แค่เห็นก็ต้องกลัวแล้ว แต่ปัญหาก็ตามที่บอกช่วงต้น หนังเปลี่ยนแปลงบุคคลิกไวจนละทิ้งช่วงพัฒนาการจากเด็กดีไปเลวไปอย่างน่าเสียดาย ทั้งๆ ที่ถ้าเน้นให้เป็นหนัง Coming of Age แบบดาร์ค ก็น่าจะมีอะไรมาให้เล่นมากกว่าการเปลี่ยนปุบปับปั๊บอย่างงี้ แม้จะอ้างว่าถูกยานต่างดาวส่งสัญญาณมาสั่งตรงสู่สมอง แต่กลับไม่มีรายละเอียดให้เห็นแบบที่ซูเปอร์แมนเข้าไปเจอเรื่องราวข้อมูลจากยานเลย ซึ่งคงเพราะทุนต่ำเกินจนไม่สามารถใส่อะไรพวกนี้มาได้ ขนาดยานต่างดาวในโรงนายังดูเหมือนของเทียมติดไฟให้ดูเบลอๆ มองรายละเอียดไม่ออก แถมมี CG ลอยๆ แบบถ่ายกรีนสกรีนแล้วเอาฉากท้องฟ้ามาสวมง่ายๆ แสดงให้เห็นถึงข้อจำกัดงานสร้างมาก แต่ทั้งนี้ในส่วนฉากที่บินไปมาด้วยสปีดความเร็วสูงยังดูโอเค ดูเป็นเรื่องน่ากลัวไปได้เลยว่าถ้าซูเปอร์แมนบินชนใครก็คงเละเป็นโจ๊กแบบที่เจ้าหนูในเรื่องนี้ทำ

ในส่วนของพ่อแม่บุญธรรมนี้ก็ไม่ได้มีอะไรน่าจดจำนัก เพราะเหตุว่าบทที่ให้ลูกเปลี่ยนบุคคลิกฉับพลันชั่วผ่านคืน หนังก็โบ้ยไปให้ว่าพ่อแม่คิดว่าฮอร์โมนเปลี่ยนไปสู่ช่วงวัยรุ่น และพยายามนำเสนอในแบบที่ทื่อๆ ว่า “ลูกฉันเป็นเด็กดี” ทั้งๆ ที่พึ่งบีบมือเพื่อให้นกระดูกแตกไป มันก็ไม่ธรรมดาแล้ว แต่หนังก็ทำเหมือนเรื่องเกินธรรมดานิดนึงแค่นั้นพร้อมกับดำเนินเรื่องราวให้พ่อกลัวลูก แต่แม่รักลูกสุดๆ แต่สุดท้ายหนังก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกถึงอารมณ์ร่วมอะไร แม้ตอนจบจะพยายามบิ้วให้ดูมีอะไรก็ตามที…

สปอยล์
จุดอ่อน เด็กพลังอสูร 
จุดอ่อนของเจ้าหนู เด็กพลังอสูร นี่คืออะไร ผู้คนจำนวนมากคงสงสัยแล้วอยากไปดู แต่บอกเลยก็แนวเดียวกับซูเปอร์แมนนั่นแหละครับ
น่าเสียดายว่าที่จริงหนังมีพล็อตที่ดีอยู่แล้ว แม้จะไม่แปลกใหม่ แต่กลับมารวบรัดตัดตอนจะขายแค่ความสยองไวๆ (หนังสั้นมากแค่ 90 นาทีรวมเครดิต) จนทำให้การเปรียบเทียบว่าเป็นด้านดาร์คของเด็กที่โตมาเป็นซูเปอร์แมนคงไม่เหมาะนัก กลับเหมือนหนังเด็กซาตานอะไรแบบนั้นมากกว่า ซึ่งเอาจริงๆ ควรนำไปสร้างเป็นซีรีส์ฉายยาวๆ ให้เห็นถึงพัฒนาการแบบ The boys จะดียิ่งกว่ามาก ซึ่งถ้าใครชอบแนวดาร์คอยากแนะนำให้ดูมากกว่า Brightburn ที่ดูจบแล้วโล่งๆ กลวงๆ ไม่มีอะไรให้มากกว่าเทรลเลอร์หนังที่ปล่อยออกมา

หนังจบแบบค้างไว้ให้มีต่อได้สบายๆ แถมด้วยเอนเครดิตล้อไปยังเรื่องอื่นของ DC ว่าถ้าตัวละครอื่นนอกจากซูเปอร์แมนเป็นตัวเลวอย่างงี้จะเป็นไง ซึ่งก็เหมือนทิ้งเชื้อไว้ให้เป็นจักรวาลดาร์คซูเปอร์ฮีโร่ โดยกะว่าเอาเรื่องนี้มาลอง ถ้าดังคงทำต่อแน่ๆ ซึ่งจากตอนนี้หนังได้กำไรไปเยอะ แต่เสียงวิจารณ์สวนทางมาก ก็ไม่รู้ว่าสุดท้ายอุตสาหกรรมครอบครัวของ James Gunn ที่ดึงพี่น้องแท้ๆ มาเขียนบท (Brian Gunn, Mark Gunn) จะไปต่อไหม สำหรับคนชอบหนังแนวดาร์คๆ ก็คงตามไปดูต่ออยู่ดี แม้จะไม่โอเคกับ Brightburn ที่เป็นเรื่องราวเปิดจักรวาลนี้นักครับ

Categories
หนังไทยไหม

“เกมโกหก” เกมฆาตกรรม อำพรางการเมือง

เรื่องราวเริ่มขึ้นกับคดีหญิงสาวกระโดดตึกฆ่าตัวตาย ที่ดูเหมือนปกติไม่มีอะไร  ซึ่งพระเอก “โจแทชิก” ตำรวจข้างสืบสวนที่กำลังจะย้ายตัวเองจากเมืองหลวงไปอยู่ชนบทบ้านเกิดกับยายต้องมารับคดีนี้ไปทำ แต่แล้วนี่กลับไปใช่คดีสุดท้ายของเขาที่นี่ แปลงเป็นว่าต้องมารับคดีอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่เกิดกับนักการเมืองดัง “คิมซึงชอล” และลามไปเปลี่ยนเป็นการสืบสวนคดีที่ใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ โดยที่มีศูนย์กลางอยู่ที่ “คิมซอฮี” บุตรสาวของคิมซึงชอล ที่ลงสมัครชิงตำแหน่งทางการเมืองที่ว่างลงไปจากพ่อ ซึ่งเป็นนักการเมืองที่ดูใสสะอาด มีฐานคะแนนนิยมสูงและเป็นที่รักของประชาชนในเมือง

นี่เป็นหนังแนวทริลเลอร์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวการเมือง ฆาตกรรม ที่ซับซ้อนผูกปมหลายอย่างเผ่านาอย่างมาก จากที่เหมือนคดีธรรมดาแต่กลับมีพิรุธเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ กับการตายไปของนักการเมืองดังระดับประเทศ หนังไม่ได้รอช้าเลยที่จะเผยตัวว่านี่เป็นหนังฆาตกรรมที่มีการคิดแผนเชื่อมโยงกับการเมือง โดยที่เรายังไม่ได้เข้าใจอะไรนัก เพราะหนังพึ่งเริ่มไปสู่เรื่องราวการเมือง แต่จากที่ดูในไตเติลและชื่อเรื่องทั้งไทยทั้ง ENG ที่เกี่ยวกับคำว่า “โกหก” แถมเน้นย้ำด้วยตัวเขียนเกาหลี 거짓말 ที่พลิกเส้นที่เขียนนิดหน่อย ก็เปลี่ยนเป็นคำว่าโกหก รวมทั้งตัวผู้แสดงที่เล่นบท “คิมซอฮี” ก็แสดงให้เห็นสีหน้าท่าทางเหมือนใช่คนบริสุทธิ์ปกติธรรมดา จึงเดาว่าหนังไม่น่าจะใช่เรื่องราวแค่คดีฆาตกรรมหรือการเมืองตรงไปตรงมานัก ถ้าตามสูตรแนวๆ นี้ก็คือหนังที่เล่นบทฉลาดๆ คาดเดาไม่ได้กับคนคิดแผนแนว “จอมบงการ (Mastermind)” ซึ่งก็น่าติดตามว่าจะโดนสับขาหลอกจากไตเติลที่เห็นหรือเปล่า

หลังจากผ่านไปสองตอนแรกไปสู่ตอนที่ 3-4 เรื่องราวเริ่มโฟกัสไปที่การเมืองซึ่งดูเหมือนเรื่องราวจะใหญ่โตกว่าที่คิด เพราะนอกจากข้อความสำคัญทุจริตที่เกี่ยวกับพ่อของนางเอกแล้ว ยังเปิดเรื่องโยงไปถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งต่อไปด้วย ซึ่งดูจะเป็นพล็อตที่ใหญ่เกินกว่าหนังฆาตกรรมทั่วไป ซึ่งก็เหมือนๆ กับ Vagabound ที่ฉายอยู่คู่กันตอนนี้ก็เป็นเรื่องพัวพันกับการเลือกตั้งเช่นกัน (อัพเดท เรื่องราวส่วนของการเมืองจะเผ่านาเกี่ยวข้องในตอนที่ 7 ขึ้นไป ซึ่งไปไกลเกินกว่าคดีสืบสวนฆาตกรรมในตอนแรกมาก จนถึงขั้นสมคบคิดกันทุกข้าง)

The Lies Within
The Lies Within
บทพระเอกสายสืบ “โจแทชิก” หนังได้ดาราดัง Lee Min Ki จากเรื่อง The Beauty Inside ที่ป่วยเป็นโรค Prosopagnosia หรือโรคที่อยู่ในภาวะไร้ทักษะในการจดจำใบหน้าผู้คน (รับชมเรื่องนี้ผ่าน Netflix คลิกที่นี่) มาเรื่องนี้เขาเล่นเป็นนักสืบที่มีความถนัดมองคดีทะลุปรุโปร่งได้อย่างง่ายดาย ซึ่งหนังจะใช้ฉากจำลองความคิดพระเอกมาเปิดเผยให้ผู้ชมเห็นเหตุการณ์ที่หายไป แต่กับคดีนี้ซึ่งดูเหมือนง่ายในตอนแรก ดันซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งการที่เขาไขคดีไม่ได้ ก็ทำให้เขาวางมือไปจากเมืองนี้ไม่ได้เช่นกัน

เกมโกหก
2 ตัวหลักของเรื่อง เกมโกหก
ส่วนบทศูนย์กลางของเรื่อง “คิมซอฮี” ได้ Lee Yoo Young ดาราผู้แสดงที่ไม่ได้รับบทนางเอก แต่เป็นตัวหลักของเรื่องที่น่าจะเป็นปมสำคัญที่สุดว่าคุณรับบทใสๆ หรือมีลับลมคมในกันแน่ ซึ่งช่วงแรกตอนนี้ดูคุณก็จะซื่อๆ ใสๆ พ่อตาย สามีหาย จนเป็นทุกข์ระทม แต่อะไรๆ ก็ไม่แน่ๆเพราะซีรีส์นี้ตั้งชื่อไว้ว่าโกหกแบบนั้น ทำให้บทนี้ยังคาดเดาอะไรไม่ได้ทั้งสิ้น แต่ดูน่าจะแน่ๆว่าเรื่องนี้ไม่มีพล็อตแนวความรักกุ๊กกิ๊กจากคู่พระคู่นางอะไรแบบนั้นแน่ๆ ใครที่หวังจิ้นกับสูตรนี้ก็อาจจะผ่านไปได้เลย 

นอกจากสองคนหลักแล้ว หนังวางบท “จองซังฮุน” สามีของซอฮี เล่นโดยดาราหนังชายหนุ่มหล่อ Lee Joon Hyuk เป็นเหมือนตัวละครลึกลับที่หายตัวไปและโผล่มาในแฟลชแบ็คเป็นระยะๆ ซึ่งอาจจะเป็นทั้งเหยื่อและผู้อยู่เบื้องหน้าก็เป็นได้

The Lies Within ถือว่าเป็นซีรีส์เกาหลีใหม่ที่มาเงียบๆ Netflix ไม่ได้โปรโมท แต่รับรองว่าน่าติดตาม เนื้อเรื่องอาจจะเรื่อยๆ แต่ก็ไม่อืดมาก แถมมีความโหดออกแนวดาร์คๆ ตั้งแต่ตอนแรกเลย แต่หนังก็ไม่ได้เครียดไปหมด เพราะลูกทีมของพระเอกก็ออกแนวขำๆ ช่างจิ้นไปไกลกับหลักฐานในคดี ทำให้พระเอกที่ฉลาดมองอะไรทะลุปรุโปร่งต้องคอยตบมุกเบรคลูกทีมไม่ให้จิ้นไปไกลเหมือนนิยาย แต่มีข้อคิดเห็นุว่าหนังตั้งมั่นให้รู้เลยว่าต้องมีการสับขาหลอกแบบไม่ปิดบังตั้งแต่ชื่อเรื่อง ไตเติล แถมเป็นซีรีส์ยาวด้วย ต้องคิดกันล่ะว่าหนังจะลากเรื่องราวให้ลึกลับน่าติดตามไปได้ตลอด 16 ตอนไหม อันนี้ต้องรอติดตามกันต่อไป

Categories
หนังไทยไหม

SKY Castle วิมานฟ้า

สกายแคซเซิล เป็นซีรีส์แนวดราม่า​ กึ่งๆแนวสืบสวนค้นหาความจริง ที่แฝงไปด้วยอารมณ์ขันแบบดาร์กๆ จาก ค่าย JTBC สร้างประวัติศาสตร์เป็นซีรีส์ที่ได้เรตติ้งเป็นชั้น 1 ของซีรีส์ที่ออกอากาศทางเคเบิ้ลทีวี แซงหน้า Goblin และ Reply 1988 โดยมีเรตติ้งเฉลี่ยถึง 22.3% ในตอนจบ จากตอนแรกที่เริ่มเพียง 1.7% สร้างกระแสปากต่อปาก เลยทำให้คะแนนนิยมค่อยๆพีคขึ้นตามลำดับ จนมาถึงจุดสุดยอด​ สร้างปรากฏการณ์ในวันฟินาเล่ เอาเข้าจริงๆ JTBC ผู้สร้างก็ไม่คิดว่ามันจะฮิตขนาดนี้ จากตอนแรกที่สร้างไว้แค่ 16 ตอน สุดท้ายก็ต้องยืดมาอีก 4 ตอน จนสรุปที่วิมานฟ้ามีตอนทั้งหมด 20 ซึ่งก็ต้องชมทีมเขียนบทที่ยืดได้อย่างเนียนไม่มีที่ติ จนคะแนนนิยมไม่มีแผ่วเลย

สิ่งที่ทำให้​เรื่องนี้สร้างปรากฏการณ์​มาจากเรื่องราวที่แปลกใหม่ในการนำเสนอ​ ซึ่งก็คือเรื่องการสอบเผ่านหาวิทยาลั​ย​ ซึ่งจุดๆนี้​ ตรงใจผู้ชมอย่างแรง​เพราะเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสังคม​ ทำให้คนดูเข้าถึงอารมณ์ของซีรีส์ได้ง่าย​ รวมทั้งปมต่างๆที่ทีมเขียนบทใส่เผ่านาในแต่ละตอน​ ผูกเรื่องราวให้ผู้ชมต้องติดตามต่อเรื่อย​ๆตั้งแต่ตอนแรกจนถึงบทสรุป​ และตัวละครในเรื่องทุกตัวก็มีความเป็นมนุษ​ย์​ไม่ดีจนสุดโต่งและก็ไม่ชั่วจนเกินคน​ เลยทำให้ซีรีส์เกิดเป็นกระแส​คนติดกันทั่วบ้านทั่วเมืองเลย

สกายแคสเซิล Netflix
สกายแคสเซิล Netflix

ซีรีส์เรื่องนี้ใช้เรื่อง อุปมาอุปมัย ในหลายๆ เรื่องราว อย่างชื่อ SKY Castle ถ้าแปลตรงๆก็แปบว่า วิมานฟ้า วิมานสวรรค์ ซึ่งเอาจริงๆ โลเคชั่นของซีรีส์ตัวนี้ก็ทำให้เรารู้ได้อย่างนั้นจริงๆ ผ่านทาง บ้าน ของ 3 ครอบครัวไฮโซที่เป็นตัวเดินเรื่องที่สำคัญ หรือแม้กระทั่งไลฟ์สไตล์ความหรูหรา ที่สื่อออกมาทำให้เรารู้สึกเหมือนว่าพวกเขาใช้ชีวิตอย่างกับเป็นเทวดานางฟ้าบนสวรรค์อย่างใดอย่างนั้นเลย

แต่เนื้อแท้แล้ว สกายแคสเซิล คือ สถานที่ๆครอบครัวไฮโซ 3 ครอบครัวที่เป็นตัวเดินเรื่องสำคัญรวมพักอาศัย และ SKY ก็มาจากชื่อต้นตัวย่อของ 3 มหาวิทยาลัยชื่อดังในเกาหลีใต้ (Seoul National University, Korea University และ Yonsei University) และเพื่อให้ดำรงค์ความเป็น SKY Castle เลยทำให้บรรดาแม่ๆ ต้องผลักดันลูกตัวเองให้เผ่านหาวิทยาลัยชั้นนำดังที่กล่าวผ่านมาแล้วให้ได้ ไม่ว่าวิธีใดก็ตาม

เนื้อเรื่องเล่าแบบไม่สปอยล์ก็คือ เรื่องราวของครอบครัวชนชั้นนำของเมืองโสม ที่บรรดาแม่ๆ ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้ผลักดันลูกตัวเองให้สอบเผ่านหาวิทยาลัยชั้นนำตามที่บอกให้ได้ แค่นี้เอง ซึ่งมันคือเรื่องจริงที่เกิดขี้นในสังคมเกาหลีที่เด็กวัยรุ่นได้รับแรงกดดันอย่างหนักเพื่อให้ที่จะได้ที่นั่งในมหาวิยาลัยชั้นนำ (มันก็เหมือนๆบ้านเราอะเนอะ) มองในมุมของเด็ก เด็กก็จะได้เรียนในมหาวิทยาลัยเพื่อให้ทั้งการศึกษาและสังคมที่ได้รับ ส่วนพ่อแม่ก็จะได้เอาความสำเร็จของลูกไปโม้ต่อ ฮาาาา

สกายแคสเซิล
สกายแคสเซิล
สิ่งที่เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เนื้อเรื่องน่าติดตาม​ก็คือ​ ความกดดันจากการสอบแข่งขัน​ทำให้เกิดเหตุที่น่าเศร้าในตอนต้นจนเกิดเหตุการณ์ที่ตามมาอย่างมาก​ และการเผ่านามีหน้าที่ของตัวละครที่สำคัญอีกคนใน​เรื่องก็คือโค้ชคิม​ ซึ่งคุณคนนี้จะเป็นอย่างไร​ สำคัญขนาดไหน​ เป็นที่ผู้ชมต้องไปดูเองในซีรีส์นะจ๊ะ

ในส่วนของการแสดงของดารานำนั้นทั้งไม่ต้องเป็นห่วง ตัวพ่อตัวแม่ทั้งนั้น ในพาร์ทของผู้ใหญ่ก็ดี​ พ่อแม่​ 3 ครอบครับมีคาแรกเตอร์​ที่ชัดเจน​ รวมทั้งโค้ชคิม​ ก็แสดงได้นิ่ง​แต่แฝงไปด้วยเรื่องราวในใจจนคนดูรู้สึกได้เลยว่ายัยคนนี้มีอะไรแน่ๆ​ พาร์ทของเด็กก็เด่น องค์ประกอบหลายๆ ก็กลมกล่อมเข้ากันได้เป็นอย่างดี การแสดงของผู้แสดงก็ไม่ได้ดูล้นๆ เหมือนซีรีส์อื่นๆ เพลงประกอบก็กับเนื้อหา (We all Lie) ดังนั้นคำว่า แน่นทุกจุด คงไม่ใช่เรื่องเกินเลยที่จะกล่าวถึงเรื่องนี้

Categories
หนังไทยไหม

UNDONE (อันดัน) ท่องเวลาบิดจินตนาการเหนือจริง

แตกต่าง ไม่เหมือนใคร ทั้งเรื่องราวและงานสร้าง ต้องบอกว่าอันดันมีความพิเศษและน่าพิศวงอยู่ในตัวทุกอณูเลยทีเดียว หนังมินิซีรีส์ 8 ตอนสั้น ตอนละ 20 กว่านาทีเรื่องนี้ที่มีความพิเศษหลายอย่างตั้งแต่เริ่มแรกไปจนถึงตอนจบ เริ่มด้วยเรื่องราวแปลกใหม่ของ “Alma”  หญิงสาวที่คิดแปลกแยกแตกต่างจากสังคมไปซะทุกเรื่อง ไม่เว้นแม้แต่คนในครอบครัวที่รักคุณแต่ก็เอือมระอากับความสุดโต่งทางความคิดของคุณเช่นกัน ก่อนที่คุณจะประสบอุบัติเหตุแล้วตื่นขึ้นมาด้วยอาการไม่ปกติเพิ่มไปจากเดิม นั่นคือการเห็นพ่อที่ตายจากไปมาสอนคุณท่องเวลา เพื่อให้ตามหาความลับในอดีตที่เขาอาจจะไม่ได้ตายจากอุบัติเหตุ

รีวิว UNDONE (อันดัน) ท่องเวลาบิดจินตนาการเหนือจริง 1ที่มาของงานภาพวิชวลเหนือจริงผ่านเทคนิค “โรโตสโคป”
อาการที่นางเอกเห็นภาพหลอนและอ้างถึงพลังพิเศษนั่นก็เหมือนกับอาการของคนที่ป่วยทางจิต ซึ่งรวมไปถึงพวก “ชาแมน” หรือคนทรง นักบวช ที่อ้างว่ามีพลังพิเศษ แต่สังคมไม่เชื่อและหาว่าพวกเขาบ้า ซึ่งภาพวิชวลในเรื่องนี้ที่นางเอกเห็นเหมือนอาการคนเสพยาหลอนๆ ตลอดเวลา นั่นจึงเป็นที่มาของงานสร้างพิเศษที่ต้องพึ่งพาเทคนิค “โรโตสโคป” (Rotoscoping) ที่ใช้การถ่ายคนจริงมาวาดเป็นแอนิเมชั่นแทนทั้งเรื่อง ซึ่งเป็นอะไรที่แปลกใหม่อยู่พอสมควรกับงานสร้างหนังจริงจังใหญ่ๆ อย่างนี้ที่ไม่ได้เห็นบ่อยนัก

โรโตสโคป อันดัน
เบื้องหน้าเทคนิค เทคนิค “โรโตสโคป” (Rotoscoping) ในเรื่อง
แม้ในการดูตอนแรกคุณอาจจะรู้สึกแปลกๆ กับการที่เห็นตัวละครจากคนจริงถูกเปลี่ยนเป็นลายเส้นการ์ตูแอนิเมชั่นเสมือนจริง อาจจำเป็นจะต้องใช้เวลาในการดูไปสักพัก จะคิดว่าแอนิเมชั่นเรื่องนี้เหมาะสมแล้วกับงานสร้างอย่างนี้ เพราะเป็นการถ่ายทอดอารมณ์ของดาราได้เหมือนจริง ในขณะที่เล่นแอนิเมชั่นล้ำๆ แปลกตาเหมือนฝันไปได้พร้อมกัน โดยไม่จำเป็นต้องใช้ทุนสูงนัก และภาพที่ปรากฎในเรื่องก็เป็นลักษณะการบิดเบี้ยวของความคิดกับความจริงผสมปนเปกันไปหมด ซึ่งหนังไม่ได้ต้องการภาพที่สวยเหมือนจริง แต่ต้องการภาพเหนือจริงเชิงงานศิลป์ให้ดูพิศวงไปกับเรื่องราว “กึ่งจริงกึ่งหลอน” ของนางเอก

ซึ่งบทนี้ก็ได้ดาราสาวคุณภาพอย่าง Rosa Salazar ที่พึ่งเล่น Alita Battle Angel หนังฟอร์มยักษ์จากมังงะไซไฟญี่ปุ่นชื่อดัง ที่ใช้เทคนิคงานโมชั่นแคปทำให้ถ่ายทอดภาพสมจริงถอดออกมาจากโลกของการ์ตูน แต่อย่าเอาอันดันไปเทียบกับงานสร้างระดับหลายร้อยล้านแบบนั้นนะครับ เพราะคนละแนวกันจริงๆ แม้แต่ในเรื่องราวก็ด้วย (พล็อตอันดันจะดูเหมือนงานของผู้กำกับโนแลนมากกว่า ราว interstellar กับ Inception)

Rosa Salazar 
Rosa Salazar เปลี่ยนเป็นนางเอกขาประจำหนังสเปเชี่ยลเอฟเฟ็กต์ใหม่ๆ ไปแล้ว
พล็อตบ้าๆ แต่มีโลจิตเหตุผลลงลึกอธิบายหมด
หนังมาในเรื่องราวของดราม่าหนักๆ เกี่ยวกับตัวตนที่แปลกแยกของนางเอก การที่คุณคิดอะไรไม่เหมือนราษฎรชาวช่อง อย่างเช่นการมีครอบครัวก็ถูกมองว่าเป็นการผูกมัดทำให้ชีวิตต้องวนลูปแบบต้องทำงานมีลูกหลานแก่ตายไป เป็นอะไรที่คุณรับไม่ได้เลย ในขณะที่เกิดเหตุการณ์ไม่ปกติกับตัวคุณนี้ น้องสาวของคุณก็กำลังจะแต่งงาน ซึ่งคุณก็ถูกลากเข้าไปร่วมพิธีกรรมทางสังคมซึ่งคุณไม่ชอบนำมากๆ แต่ก็ต้องจำใจยอมตามครอบครัว แต่ในขณะเดียวกัน พ่อที่หวนกลับมาแบบที่คุณเห็นคนเดียวก็พยายามให้คุณหาทางช่วยเขามากกว่าจะมาห่แวดวงทำตัวให้กับชีวิตปกติในสังคม ซึ่งพ่อคุณคิดว่าพลังที่คุณมีเป็นอะไรที่เมื่อรู้แจ้งตื่นแล้ว มิติเวลาที่ดำรงชีวิตอยู่ก็ไม่มีความหมาย คุณสามารถท่องเวลาไปได้ทุกช่วงชีวิต รวมทั้งการแก้ไขเหตุการณ์เปลี่ยนอนาคตได้เรื่อยๆ ตามใจ ซึ่งฟังดูล้ำนำมากๆ เหมือนเป็นผู้วิเศษ แต่นั่นเป็นความจริงหรือคุณแค่จิตหลอนไปเองกันแน่!!!

หนังผสมแนวลึกลับ สืบสวน ดราม่า ไซไฟ แฟนตาซี เข้าด้วยกันได้อย่างพอดี คือแม้ฟังดูแล้วหนังอาจจะถูกมองว่าแค่พล็อตนางเอกบ้าก็ได้ แต่หนังก็มีโลจิคเหตุผลอธิบายที่มาที่ไปของเหตุการณ์พิเศษที่นางเอกเจอได้ทั้งหมด ไม่เว้นแม้แต่ที่มาของพลังพิเศษที่มีความแฟนตาซีสมเหตุผลในแบบเข้าท่านำมากๆ ด้วยการให้นางเอกสืบเชื้อสายมาจากชนเผ่าพื้นเมืองของสเปน ที่ย่าของคุณก็มีอาการจิตเวชจนต้องตายไปอย่างน่าสงสารในสายตาคนอื่นๆ แต่ที่จริงคือย่าอาจจะมองเห็นในสิ่งที่คุณเห็นในตอนนี้ก็ได้?

ในมุมของวิทยาศาสตร์แนวไซไฟหนังก็อธิบายการมองเห็นรับรู้พลังของนางเอกด้วยวิธีแบบพ่อสอนลูกให้เข้าใจได้ง่ายๆ แต่มีความซับซ้อนพอตัวน้องๆ หนังโนแลนเลยทีเดียว แถมมิติเวลาการเปลี่ยนแปลงอนาคตในเรื่องนี้ยังไม่เหมือนใคร ที่ในเรื่องเองมีแอบกัดหนังย้อนเวลาดังสุดคลาสสิคอย่าง Back to the Future ด้วยว่านั่นเป็นการย้อนเวลาของคนขาวไม่ใช่แบบชาวพื้นเมืองโบราณ (ซึ่งก็มีบางส่วนเหมือนๆ แนวคิดความเชื่อแบบของเอเชียเช่นกัน)

Undone
จุดเริ่มของเรื่องราวทั้งหมดอยู่ในวันฮาโลวีนสุดท้ายของคุณในวัยเด็กที่ถูกพ่อทิ้งให้รอทั้งคืนโดยไม่กลับมาหาอีกเลย
หนังมีส่วนผสมเรื่องราวหลายแนว แต่ก็ทำออกมาได้อย่างพอดี แต่อาจจะเทน้ำหนักไปที่ดราม่าชีวิตรักของคุณกับเรื่องครอบครัวเยอะกว่าส่วนอื่น ซึ่งอาจจะมองว่าอืดๆ ไปบ้าง แต่ด้วยความที่หนังในแต่ละตอนสั้นมาก 20 กว่านาที รวม 8 ตอนสองชั่วโมงกว่า ก็เหมือนหนังปกติเรื่องหนึ่ง ก็ไม่น่าจะมีปัญหาในการรับชมอะไรมาก แล้วเรื่องราวครอบครัวที่มองว่าอืดๆ ก็มีส่วนสำคัญพอสมควรกับบทสรุปของเรื่อง ที่ต้องตัดสินกันว่านางเอกบ้าหรือว่าเรื่องราวทั้งหมดนี้เป็นจริงกันแน่

Categories
หนังไทยไหม

Go Karts กล้าฝันพลังโกคาร์ท หนังแข่งรถเล็กจากแดนจิงโจ้

Go Karts หรือในอีกชื่อว่า Go ! เป็นหนังครอบครัวจากออสเตรเลีย ผลงานกำกับของ โอเว่น เทรเวอร์ ที่จับโลกกีฬาแข่งรถขนาดเล็กซึ่งมักเป็นจุดเริ่มของนักกีฬาแข่งรถในแดนจิงโจ้มาทำ และเนตฟลิกซ์ได้ซื้อสิทธิ์ฉายสตรีมมิ่งทั่วโลก

เทรเวอร์ผู้กำกับหนังคนใหม่ชาวออสเตรเลียสำหรับหนังขนาดยาว แต่ก็สั่งสมประสบการณ์มาไม่น้อย เขาสร้างชื่อมาจากการทำหนังสั้นที่มาจากวิดีโอเกม Street Fighter ในชื่อ Street Fighter: Legacy (2010) ขณะเดียวกันเขาเองก็มีประสบการณ์ทำซีรี่ส์แข่งรถมาก่อนใน Top Gear(2008-2012) มันเป็นงานที่เดินตามรอยความสำเร็จของ Ride Like A Girl หนังแข่งม้าที่เปลี่ยนเป็นหนังทำเงินสูงสุดของออสเตรเลียในปี 2019

รีวิว Go Karts กล้าฝันพลังโกคาร์ท หนังแข่งรถเล็กจากแดนจิงโจ้ 1จุดเริ่มในการเลือกเรื่องนี้มาทำส่วนหนึ่งเพราะความชอบส่วนตัวในวัยเด็กที่มีต่อกีฬาประเภทนี้ เช่นเดียวกับโปรดิวเซอร์ของหนัง เจมี่ ฮิลตัน ทำให้เป็นแรงบันดาลใจพัฒนาการสร้างหนังสำหรับครอบครัวจากไอเดียนี้ และความท้าทายเมื่อเขาพบว่ามีหนังเกี่ยวกับโกคาร์ทเพียงไม่กี่เรื่อง และก็เป็นหนังห่วยทั้งสิ้น เพราะเขามองกล่าวถึงรูปร่างรถ และรูปแบบการแข่งทำให้การถ่ายทอดให้ดูเป็นกีฬาที่เท่ในหนังนั้นทำได้ยาก แต่เขาก็มองเห็นเสน่ห์บางสิ่งของกีฬานี้

ผลลัพธ์แปลงเป็นหนังที่แม้จะไม่ได้เทียบเท่าหนังกีฬาแข่งรถฟอร์มูล่าวัน แต่ก็นับเป็นหนังครอบครัวที่ทำได้น่าพอใจ โดยเฉพาะฉากแข่งรถที่ต้องถือว่าเทรเวอร์ประสบความสำเร็จทีเดียว

รีวิว Go Karts กล้าฝันพลังโกคาร์ท หนังแข่งรถเล็กจากแดนจิงโจ้ 2เรื่องราวเกิดขึ้นที่บัสเซลตัน เมืองเล็กๆ ของออสเตรเลีย ที่ครอบครัวฮูเปอร์ย้ายมาจากซิดนี่ย์เพื่อให้เริ่มชีวิตใหม่ เมืองที่พวกเขาไม่รู้จักใคร กับบ้านที่ต้องซ่อมแซม เช่นเดียวกับแม่ (ฟรานเซส โอคอนเนอร์ จาก The Conjuring 2) ที่ต้องแก้ปัญหาของ แจ๊ค (วิลเลียม ล็อดเดอร์) ลูกชายวัยรุ่นที่สร้างเรื่องกลุ้มใจมาแต่เดิม เขาชอบขับรถซิ่ง และขับรถเป็นรูปโดนัท ไม่เว้นแม้แต่ที่เมืองแห่งใหม่นี้ แต่คุณก็แทบไม่มีเวลาดูแล

แจ๊คไปร่วมงานปาร์ตี้แข่งรถโกคาร์ทที่ตอนแรกเขาดูแคลน แต่เมื่อได้ลองสัมผัสมันก็ติดใจในกีฬาท้าความเร็วนี้ ในงานเขายังได้เพื่อให้นใหม่ โคลิน (ดาเรียส อมาร์ฟิโอ เจฟเฟอร์สัน) เด็กวัยรุ่นผิวสีร่างเล็ก พร้อมๆ กับถูกเขม่นจากดีน(คูเปอร์ แวน กรูเทล) แชมป์แข่งรถโกคาร์ท และพรรคพวก ดีนเป็นลูกชายของเศรษฐีที่อยากปั้นให้ลูกของตนได้เป็นแชมป์ระดับประเทศ ขณะเดียวกันเขาก็แอบชอบแมนดี้ (อนาสตาเซีย บอมพัส) น้องสาวของดีนที่รักการเป็นช่างเครื่องมากกว่าการแข่งรถในสนาม

รีวิว Go Karts กล้าฝันพลังโกคาร์ท หนังแข่งรถเล็กจากแดนจิงโจ้ 3เรื่องราวหลังจากนั้นเป็นเหมือน Karate Kid(1984) ภาคโกคาร์ท แจ๊คได้พบกับ แพทริค(ริชาร์ด ร็อกซ์เบิร์ก) อดีตนักแข่งรถความสามารถเยี่ยม ที่ปัจจุบันเปิดสนามแข่งโกคาร์ทที่ไม่มีคนมาใช้ นอนอยู่ในรถบ้านเพียงลำพังจากความเจ็บปวดในอดีต ที่ใช้งานเขามากกว่าให้ฝึกแข่งรถ แต่แปลงเป็นการฝึกทักษะพื้นฐานอย่างที่ตนไม่คาดคิด
ที่ยิ่งไปกว่านั้นคือสอนในสิ่งที่เขาไม่เข้าใจที่สุด นั่นคือความอดทน รอจังหวะสำคัญในการที่จะเอาชนะคู่แข่ง มากกว่าใช้อารมณ์ฉุนเฉียว คึกคะนองเพื่อให้จะเอาชนะท่าเดียว พร้อมๆ กับการช่วยเหลือจากเพื่อให้นและหญิงสาวที่เก่งเรื่องเครื่องยนต์

เพราะแม้แจ๊คจะเป็นเด็กชายหนุ่มหล่อเหลา แต่เขากลับไม่ประสีประสาในเรื่องความรัก การคบหาสานต่อความเกี่ยวพันกับเพื่อให้นหรือใคร จนแพทริคเองยังกลัวว่าแจ๊คจะเดินตารอยตน เขาสนใจหมกมุ่นแต่รถและความเร็ว
แต่ยิ่งไปกว่านั้นเขากลับไม่เข้าใจปัญหาของตน ที่ยังไม่อาจสลัดความรู้สึกเสียใจต่อการจากไปของพ่อ หากเก็บความรู้สึกดังที่กล่าวถึงแล้วเอาไว้ และเปลี่ยนเป็นภาพหลอนติดตัวมาโดยตลอด ส่งผลต่อการแข่งขันรถโกคาร์ททุกครั้ง เพราะพ่อเป็นคนรักรถ และเป็นเสมือนเงาที่เขาพยายามเอาชนะ

รีวิว Go Karts กล้าฝันพลังโกคาร์ท หนังแข่งรถเล็กจากแดนจิงโจ้ 4เทรเวอร์สร้างฉากแข่งรถที่มีลานแข่งสนามไม่ใหญ่ด้วยการตัดต่อที่เร้าใจ มีการใช้เทคนิคแบ่งเฟรม และภาพกราฟฟิคต่างๆ มาสร้างสีสันได้ค่อนข้างได้ผล จนเราพอจะลืมไปว่าภาพกว้างโดยรวมสนามกลุ่มนี้อาจไม่ได้ดูดีโดดเด่นเหมือนสนามแข่งรถฟอร์มูล่าวันไปได้

รวมทั้งฉากที่หลอกหลอนแจ๊ค เป็นการตัดต่อแบบมองทาจที่มีลีลาเหมือนกับหนังเกี่ยวกับยาเสพติดเรื่องดัง Requiem for a Dream(2000) แต่เอาเทคนิคภาพเกรนแตก และบิดเบี้ยวในลักษณะการเล่นวิดีโอเกมจากจอโทรทัศน์เก่าๆ มาใช้แทน สลับกับสีหน้าของเด็กชายหนุ่ม โดยไม่ต้องมีภาพร้ายแรง แต่สร้างผลทางอารมณ์ได้อย่างดี

และอาจด้วยความที่หนังเองกล่าวถึงกีฬาที่ไม่ได้รับความนิยมมาก และเกิดขึ้นในเมืองเล็กๆ แต่ในเรื่องรถโกคาร์ทเป็นเหมือนตัวเอกหนึ่ง การเล่ารายละเอียดชีวิตเล็กๆ น้อยๆ ของผู้คนในเมือง ไม่ว่าจะเป็นความรักของคริสตี้ แม่ของแจ๊คกับนายตำรวจขี้อาย หรือความเกี่ยวข้องที่เล่าถึงอดีต และความฝันให้กันฟังของแจ๊ค และแมนดี้ ซึ่งแสดงให้เห็นทางเลือกที่ใครอาจคาดไม่ถึง อย่างความฝันจะแปลงเป็นช่างแต่งรถหญิงมือหนึ่ง นับเป็นเสน่ห์เล็กๆ ที่ต่างไปจากหนังประเภทเดียวกันของฮอลลีวู้ด

รีวิว Go Karts กล้าฝันพลังโกคาร์ท หนังแข่งรถเล็กจากแดนจิงโจ้ 5ปัญหาสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ พล็อต และรายละเอียดตัวละครอื่นๆ นอกเหนือจากนี้ก็ค่อนข้างเชย (เช่น เพื่อให้นสนิทอย่างโคลิน ที่เป็นเหมือนตัวประกอบผิวสีบุคลิกตลกๆ อดีต) และทำอย่างไรการเลือกเล่าเกี่ยวกับรถโกคาร์ท ก็คงให้ภาพความเร็ว แรง เร้าใจสู้รถแข่งจริงๆ ไม่ได้อยู่ดี

แต่ในแง่การทำหนังครอบครัว เทรเวอร์สอบผ่านในการทำหนังให้สนุก และนำเสนอประสบการณ์เคว้งและสูญเสียของวัยรุ่นคนหนึ่งได้ในระดับที่น่าพอใจทีเดียว

ฉากที่ดีที่สุดฉากหนึ่งเป็นเรื่องง่ายๆ เมื่อแจ๊คเสียศูนย์ เขาและแม่ปรับวามรู้ความเข้าใจกันอย่างจริงจัง วิลเลียม ลอดเดอร์ ดาราคนใหม่ และฟรานเซส โอคอนเนอร์ ทำหน้าที่ของทั้งคู่ได้อย่างซาบซึ้งกินใจ

Categories
หนังไทยไหม

HIDALGO (2004) ฮิดาลโก้…ฝ่านรกสมุทรทราย

อีดัลโกเป็นภาพยนตร์แนวตะวันตกที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับชีวประวัติซึ่งสร้างจากตำนานของนักขี่ระยะไกลชาวอเมริกันแฟรงก์ฮอปกินส์และมัสแตงอีดัลโกของเขา มันเล่าถึงการแข่งม้าของฮอปกินส์ในอาระเบียในปีพ. ศ. 2434 กับชาวเบดูอินที่ขี่ม้าอาหรับสายเลือดบริสุทธิ์ ภาพยนตร์เรื่องนี้เขียนโดย John Fusco และกำกับโดย Joe Johnston นำแสดงโดย Viggo Mortensen, Zuleikha Robinson และ Omar Sharif

 

อีดัลโกเปิดตัวโดย Buena Vista Pictures ช่วงวันที่ 5 มีนาคม 2547 เมื่อออกฉายภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการวิจารณ์ที่หลากหลายและเป็นความผิดหวังในบ็อกซ์ออฟฟิศโดยทำรายได้ 108 ล้านดอลลาร์เมื่อเทียบกับงบประมาณ 100 ล้านดอลลาร์

 

ในปีพ. ศ. 2433 Frank T. Hopkins และ Mustang ของเขาชื่อ Hidalgo เป็นส่วนหนึ่งของการแสดง Wild West ของบัฟฟาโลบิลล์ซึ่งพวกเขาได้รับการโฆษณาว่าเป็น "ม้าและผู้ขับขี่ที่มีความอดทนสูงที่สุดในโลก" ฮอปกินส์เคยเป็นนักแข่งรถทางไกลที่ชื่อดังคาวบอยและเป็นนักขี่ม้าที่ส่งไปให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกา ในช่วงหลังเขาได้ส่งข้อความถึงกรมทหารม้าที่ 7 ของสหรัฐฯที่อนุญาตให้มีการฆ่าหมู่ที่หัวเข่าที่ได้รับบาดเจ็บของ Lakota Sioux ฮอปกินส์เต็มไปด้วยความเศร้าใจและอับอายหลังจากการฆ่าหมู่และเขาตกอยู่ในภาวะซึมเศร้าจากแอลกอฮอล์

 

หัวหน้าอีเกิ้ลฮอร์นซึ่งแสดงร่วมกับฮอปกินส์เข้าใกล้ฮอปกินส์และบิลเกี่ยวกับการช่วยเหลือมัสแตง (ม้าป่า) ที่รัฐบาลสหรัฐปัดเศษขึ้นโดยมีเจตนาที่จะกำจัดพวกมันเพื่อให้หลีกทางให้กับที่ทางเพาะปลูก บิลบอกว่าเขาทำอะไรไม่ได้ แต่ฮอปกินส์ตัดสินใจที่จะช่วยเหลือทุกวิถีทาง

 

ชีคริยาดผู้มั่งคั่งได้ส่งไฟล์แนบ Aziz ของเขาพร้อมด้วย Rau Rasmussen เพื่อให้ขอให้รายการหยุดใช้วลี "ม้าและนักขี่ที่มีความอดทนสูงที่สุดในโลก" หรืออนุญาตให้ Hopkins และ Hidalgo พิสูจน์ตัวเองด้วยการไปสู่ "Ocean of Fire" : การแข่งขัน 3,000 ไมล์ต่อปีทั่วภูมิภาคสมุทรทราย Najd Sheikh เป็นผู้อารักขาของสาย Al-Khamsa ซึ่งถือว่าเป็นม้าระยะไกลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกและตามเนื้อผ้าการแข่งขันถูก จำกัด ไว้เฉพาะม้าอาหรับพันธุ์แท้และเบดูอินหรือผู้ขับขี่ชาวอาหรับ

 

นอกเหนือจากสภาพที่ทรหดความเกลียดชังและการดูถูกเหยียดหยามสำหรับม้าที่ "นอกใจ" และ "ไม่บริสุทธิ์" ของคริสเตียนแล้วม้าและผู้ขับขี่ยังต้องเผชิญกับการแข่งขันที่ดุเดือดรวมทั้งเลดี้แอนน์ดาเวนพอร์ตผู้เพาะพันธุ์ม้าชาวอังกฤษที่ร่ำรวยและไร้ยางอาย ข้างตรงผ่านของฮอปกินส์พยายามก่อวินาศกรรมเขาหลายครั้งเช่นติดสินบนทหารที่เฝ้าบ่อน้ำเพื่อให้แกล้งทำเป็นว่าบ่อน้ำแห้ง

Categories
หนังไทยไหม

3:10 TO YUMA (2007) : ชาติเสือแดนทมิฬ

3:10 to Yuma เป็นภาพยนตร์อเมริกันตะวันตกปี 2007 กำกับโดย James Mangold และอวยการสร้างโดย Cathy Konrad และนำแสดงโดยรัสเซลโครว์และคริสเตียนเบลรับบทนำโดยมีปีเตอร์ฟอนดา, เกรทเชนมอล, เบนฟอสเตอร์, ดัลลัสโรเบิร์ตส์, อลัน Tudyk, Vinessa Shaw และ Logan Lerman เป็นเรื่องเกี่ยวกับคนเลี้ยงปศุสัตว์ที่แห้งแล้ง (เบล) ซึ่งรับงานที่อันตรายในการเอาคนนอกกฎหมายชื่อฉาวโฉ่ (โครว์) ไปสู่กระบวนการยุติธรรม เป็นการรีเมคจากภาพยนตร์ชื่อเดียวกันในปี 1957 ทำให้เป็นการดัดแปลงเรื่องสั้นปี 1953 ของ Elmore Leonard เรื่อง Three-Ten to Yuma ในปี 1953 การถ่ายทำเกิดขึ้นในสถานที่ต่างๆในนิวเม็กซิโก 3:10 น. ถึง Yuma เปิดวันที่ 7 กันยายน 2550 ในสหรัฐอเมริกาและได้รับคำวิจารณ์ในแง่ดีจากนักวิจารณ์ [3] [4] ทำรายได้ทั่วโลกไป 70 ล้านเหรียญด้วยงบประมาณ 55 ล้านเหรียญ

ในปีพ. ศ. 2427 แอริโซนาแดนอีแวนส์เป็นเจ้าของฟาร์มที่ยากจนและเป็นทหารผ่านศึกในสงครามกลางเมืองซึ่งเป็นหนี้เงินให้กับเกลนฮอลแลนเดอร์ผู้มั่งคั่ง คืนหนึ่งชายชาวฮอลแลนด์สองคนจุดไฟเผายุ้งฉางของเขาเตือนว่าบ้านของเขาจะอยู่ต่อไปหากเขาไม่สามารถใช้หนี้ได้ เช้าวันรุ่งขึ้นขณะที่อีแวนส์และลูกชายทั้งสองของเขาวิลเลียมและมาร์คมองหาฝูงสัตว์ที่หายไปพวกเขาก็สะดุดกับเบนเวดนอกกฎหมายและแก๊งของเขาซึ่งใช้วัวของอีแวนส์เพื่อให้ปิดกั้นถนนและซุ่มโจมตีรถบรรทุกหุ้มเกราะที่เจ้าหน้าที่ของ Pinkerton ดูแลอยู่ ขณะที่เครื่องแต่งกายของเวดปล้นไปบนเวทีเวดก็พบว่าอีแวนส์และลูกชายทั้งสองของเขาเฝ้ามองจากเนินเขา เมื่อพิจารณาว่าพวกเขาไม่เป็นภัยคุกคามต่อเขาและแก๊งของเขาเวดก็จับม้าของพวกเขาและบอกอีแวนส์ว่าเขาจะทิ้งพวกเขาไว้บนถนนสู่บิสบี แก๊งของเวดจากไปและอีแวนส์ช่วยชีวิตโค้ชยามคนเดียวไบรอนแม็คเอลรอยที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่เวดบาดเจ็บสาหัส

 

เวดเดินทางไปกับแก๊งค์ของเขาที่บิสบีเพื่อให้เฉลิมฉลองที่รถเก๋งในท้องถิ่นและแบ่งของที่ได้จากนั้นเลือกที่จะอยู่หลังเพื่อให้เพลิดเพลินไปกับ บริษัท ของบาร์เทนเดอร์ในขณะที่แก๊งของเขาออกเดินทาง อีแวนส์มาถึงแยกกับแม็คเอลรอยและส่งเขาให้กับนักกฎหมายด็อคพอตเตอร์จากนั้นพยายามอย่างไร้ผลที่จะสนทนากับฮอลแลนเดอร์ซึ่งผลักเขาลงไปที่พื้นและจากไป อีแวนส์โกรธมากพุ่งเข้าไปในรถเก๋งเพื่อให้มองหาเขา แต่กลับพบเวดโผล่ออกมาจากห้องชั้นบนแทน อีแวนส์หลอกล่อเงินไม่กี่ดอลลาร์จากเวดเพื่อให้แก้ไขปัญหาที่พวกนอกกฎหมายทำให้เขาล่าช้าออกไปนานพอที่คนทางรถไฟจะซุ่มโจมตีและจับกุมเขา